Web Analytics
หุ้นปันผล 8-10% ต่อปี ฟังดูน่าสนใจมาก แต่มีบางอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้
MARKET

Select Market Data Region

หุ้นปันผล 8-10% ต่อปี ฟังดูน่าสนใจมาก แต่มีบางอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

7 min read 39

ถ้าฝากเงินในธนาคารได้ดอกเบี้ยแค่ 1-2% ต่อปี แต่ลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผล 8-10% ต่อปี ฟังดูเหมือนเป็นดีลที่ดีมากๆ ใช่มั้ย

นักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะที่เพิ่งเริ่มต้น มักจะตัดสินใจซื้อหุ้นโดยดูจาก Dividend Yield เป็นหลัก มองว่าปันผลสูงเท่ากับรายได้สูง แต่ความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก และถ้าไม่เข้าใจ อาจทำให้คุณขาดทุนทั้งๆ ที่ตั้งใจมาเพื่อสร้างรายได้จากปันผล

สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือราคาหุ้นลดลงเมื่อจ่ายปันผล ทุกครั้งที่บริษัทจ่ายปันผล ราคาหุ้นจะลดลงในจำนวนที่เท่ากับปันผลที่จ่ายออกไปในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD เรียกง่ายๆ ว่าปันผลที่ได้มาหักออกจากราคาหุ้นโดยอัตโนมัติ ถ้าราคาหุ้นขึ้นมากพอที่จะชดเชย นั่นก็ดี แต่ถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้นหรือแย่ลง ปันผลที่ได้รับก็ไม่ได้หมายความว่าคุณมีกำไรจริงๆ

สิ่งที่สองคือ Dividend Yield สูงอาจเป็นสัญญาณเตือน ไม่ใช่สัญญาณดี Dividend Yield คำนวณจากปันผลต่อปีหารด้วยราคาหุ้น ถ้าราคาหุ้นลดลงมากแต่ปันผลยังอยู่เท่าเดิม Yield ก็จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น Yield ที่สูงผิดปกติอาจหมายความว่าราคาหุ้นร่วงลงมามากจากปัญหาพื้นฐานของบริษัท

สิ่งที่สามและน่าเจ็บปวดที่สุดคือบริษัทอาจตัดหรือลดปันผลลงได้ Dividend Yield ที่คุณเห็นนั้นคำนวณจากปันผลที่จ่ายในอดีต ไม่ใช่ปันผลที่จะได้รับในอนาคต ถ้าบริษัทมีกำไรลดลง มีหนี้เพิ่มขึ้น หรือมีความต้องการเงินลงทุน บริษัทก็อาจตัดหรือลดปันผลลง และเมื่อนั้นราคาหุ้นก็มักจะดิ่งลงอย่างหนักด้วย

https://www.deepscope.com/th/

สิ่งที่สี่คือต้องดู Payout Ratio หรืออัตราส่วนการจ่ายปันผล
ถ้าบริษัทจ่ายปันผลเกิน 90-100% ของกำไรสุทธิ นั่นหมายความว่าบริษัทแทบไม่เก็บกำไรไว้ลงทุนขยายธุรกิจเลย ในระยะสั้นอาจดูดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ แต่ในระยะยาว บริษัทจะขาดเงินลงทุนและอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน.แล้วจะเลือกหุ้นปันผลที่ดีได้อย่างไร?

ควรมองหาบริษัทที่จ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอมาอย่างน้อย 5-10 ปี ไม่ใช่แค่ปีหรือสองปี บริษัทที่จ่ายปันผลได้ต่อเนื่องผ่านทั้งช่วงเศรษฐกิจดีและไม่ดี แสดงว่าธุรกิจแข็งแกร่งจริงๆ.ควรดู Payout Ratio ว่าอยู่ในระดับที่ยั่งยืน โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 60-70% สำหรับบริษัทที่ยังต้องการลงทุนเพื่อเติบโต

ควรดูแนวโน้มกำไรว่ามั่นคงหรือเติบโตขึ้นด้วย เพราะปันผลที่ดีในระยะยาวต้องมาจากกำไรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่บริษัทที่กำไรลดลงแต่ยังฝืนจ่ายปันผลสูงอยู่.Deepscope ช่วยให้คุณวิเคราะห์ความยั่งยืนของปันผลของหุ้นแต่ละตัวได้ ทั้ง Payout Ratio ประวัติการจ่ายปันผล กระแสเงินสด และความแข็งแกร่งของงบการเงิน ทำให้คุณเลือกหุ้นปันผลได้อย่างมีข้อมูล ไม่ใช่แค่ดูตัวเลข Yield ที่สวยงามบนกระดาษ

ปันผลสูงไม่ใช่ปัญหา แต่ปันผลสูงที่ไม่ยั่งยืนต่างหากที่อันตราย รู้ก่อนซื้อ ปลอดภัยกว่าเสมอ.วิเคราะห์ความยั่งยืนของปันผลก่อนตัดสินใจลงทุนได้ที่ https://www.deepscope.com/th/

ตัวอย่างจากชีวิตจริงที่เห็นบ่อยในตลาดหุ้นไทยคือหุ้นบริษัทที่จ่ายปันผลสูงมากแต่ราคาหุ้นค่อยๆ ลดลงทุกปี เมื่อคำนวณผลตอบแทนรวมแล้ว นักลงทุนที่ถือมา 5 ปีอาจพบว่าตัวเองได้รับปันผลรวม 40-50% แต่ราคาหุ้นลดลงไป 60-70% ทำให้ผลตอบแทนรวมยังติดลบอยู่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Dividend Trap หรือกับดักปันผล

การคำนวณผลตอบแทนที่ถูกต้องต้องดูที่ Total Return ไม่ใช่แค่ Dividend Yield Total Return คือการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นรวมกับปันผลที่ได้รับ ถ้าราคาหุ้นลงมาก Dividend Yield สูงก็ไม่สามารถชดเชยได้ในระยะยาว

หุ้นปันผลที่ดีจริงๆ ต้องมีทั้งปันผลที่สม่ำเสมอและราคาหุ้นที่ไม่ลดลงมากนัก บริษัทที่สามารถทำแบบนี้ได้ต้องมีธุรกิจที่แข็งแกร่ง กำไรสม่ำเสมอ และงบการเงินที่มั่นคง ไม่ใช่แค่จ่ายปันผลสูงเพื่อดึงดูดนักลงทุนในระยะสั้น

อีกสิ่งที่ควรระวังคือภาษีปันผล ในประเทศไทย ปันผลที่ได้รับต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ทำให้ Yield จริงๆ ที่ได้รับต่ำกว่าที่ประกาศ นักลงทุนหลายคนลืมคำนวณภาษีตัวนี้เข้าไปในการคำนวณผลตอบแทนรวม

Deepscope ช่วยให้คุณเห็นทั้ง Payout Ratio, Free Cash Flow, ประวัติการจ่ายปันผลย้อนหลัง และแนวโน้มกำไร ทำให้คุณประเมินได้ว่าปันผลของบริษัทนั้นมีความยั่งยืนหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนด้วยหวังรายได้จากปันผล

ถ้าคุณชอบลงทุนในหุ้นปันผลจริงๆ มองหาบริษัทที่มี Dividend Growth แทน Dividend Yield คือบริษัทที่ปันผลโตขึ้นทุกปี แม้อาจจะไม่ได้สูงมากในปีแรก แต่ในระยะ 5-10 ปี Yield on Cost หรือ Yield คำนวณจากราคาที่คุณซื้อ จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และมูลค่าหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจด้วย นั่นคือสูตรที่ทำให้นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett สร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน

กลับสู่หน้ารวมบทความ