Web Analytics
คู่มือ Backtest กลยุทธ์การลงทุน ตั้งแต่เริ่มต้นจนอ่านผลเป็น
MARKET

Select Market Data Region

คู่มือ Backtest กลยุทธ์การลงทุน ตั้งแต่เริ่มต้นจนอ่านผลเป็น

9 min read 1

ก่อนจะเอาเงินจริงไปลง ลอง Backtest กลยุทธ์คุณก่อนเถอะ
ผมเสียเงินไป 2 ล้าน เพราะไม่เคยทำ

คุณรู้ได้ยังไงว่ากลยุทธ์ที่คุณใช้อยู่ มันได้ผลจริง
รู้จากความรู้สึก
รู้จากการลองผิดลองถูก
หรือรู้จากการทดสอบย้อนหลังด้วยข้อมูลจริง 5-10 ปี
.
ผมเคยขาดทุนสะสมประมาณ 2 ล้านบาทใน 4 ปีแรกของการเล่นหุ้น
สาเหตุไม่ใช่เพราะตลาดมันโหด
สาเหตุคือผม "เปลี่ยนกลยุทธ์ไปเรื่อย" ทุกครั้งที่อ่านเจอเทคนิคใหม่
อาทิตย์นี้ใช้ Moving Average crossover
อาทิตย์หน้าใช้ RSI divergence
เดือนถัดมาใช้ Fibonacci
ผ่านไปครึ่งปีก็เปลี่ยนเป็นสาย VI ดู PE PB
.
ปัญหาคือ ผมไม่เคยรู้เลยว่ากลยุทธ์ไหนได้ผลกับตลาดไหน ในช่วงเวลาไหน
ผมแค่ลองด้วยเงินจริง แพ้จริง แล้วเปลี่ยน
ใครเคยทำแบบนี้บ้าง ยกมือขึ้น
.
นี่คือเหตุผลที่ฟีเจอร์ Backtest บน Dashboard ของ Deepscope เปลี่ยนชีวิตผม
มันให้ผม "ทดสอบกลยุทธ์ย้อนหลัง" ก่อนจะใช้เงินจริง
ระบบจะรันกลยุทธ์ของผมกับข้อมูลตลาดในอดีต ดูว่าถ้าใช้เกณฑ์แบบนี้ ในตลาดช่วงเวลาที่เลือก ผลลัพธ์เป็นยังไง
.
วิธีใช้งานแบบเข้าใจง่าย
เปิด Dashboard.
เข้าไปที่ Backtest
ตั้งกลยุทธ์ เช่น "ซื้อหุ้นที่ ROE > 15% และ PE < 15 ในไตรมาสนั้น ถือ 1 ไตรมาส แล้วขายไปซื้อชุดใหม่"
ตั้งช่วงเวลา เช่น ปี 2018-2025
ตั้งตลาด เช่น SET หรือ S&P 500
.
ระบบจะแสดงผลตอบแทนรวม
ผลตอบแทนเทียบกับ benchmark (เช่น SET TRI)
Maximum drawdown
Sharpe ratio
จำนวน trade
ตัวที่ทำกำไรมากสุด ขาดทุนมากสุด
.
ผลที่ออกมาบางครั้งทำให้ตกใจ
กลยุทธ์ที่ผมคิดว่าเจ๋ง บางอัน underperform ตลาดด้วยซ้ำ
กลยุทธ์ที่ดูธรรมดา บางอันชนะตลาด 5-8% ต่อปี ทบต้นยาว 7 ปีนี่กำไรมหาศาล
.
ลองดูตัวอย่าง Backtest ได้ที่ https://deepscope.com/th/ ในส่วน Backtest มันให้คุณตั้งกลยุทธ์เองได้หลายแบบ
.
สิ่งที่ Backtest สอนผม
.
บทเรียนแรก กลยุทธ์ "เห็นแล้วต้องเวิร์ก" ส่วนใหญ่ไม่เวิร์ก
ผมเคยมั่นใจ 100% ว่ากลยุทธ์ Golden Cross จะทำกำไรในตลาดไทย
Backtest ออกมา แพ้ benchmark
ทำไม
เพราะตลาดไทยไม่ใช่ตลาดอเมริกา
volatility ต่ำกว่า trend ชัดน้อยกว่า ทำให้สัญญาณ technical ที่ work ในต่างประเทศไม่ work ในบ้านเรา
.
บทเรียนที่สอง Maximum Drawdown สำคัญกว่าผลตอบแทนรวม
กลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทน 30% ต่อปี แต่มี drawdown 60% ในระหว่างทาง
ใครจะถือไหวจริง
คนทั่วไปขายออกตอน drawdown 30-40% แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
กลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทน 15% ต่อปี แต่ drawdown แค่ 18-20% ถือไหวมากกว่า
และในระยะยาวอาจดีกว่าด้วยซ้ำเพราะคุณไม่หลุดจากระบบ
.
บทเรียนที่สาม Backtest ไม่ใช่อนาคต
อันนี้สำคัญที่สุด
อดีตที่ดี ไม่รับประกันอนาคต
ตลาดเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน อุตสาหกรรมที่เคย hot อาจเย็น
Backtest บอกคุณว่า "กลยุทธ์นี้เคยทำงานในสภาวะแบบไหน"
ถ้าสภาวะปัจจุบันคล้ายอดีต มันยังพอใช้ได้
ถ้าสภาวะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องระวัง
.
พฤษภาคม 2026 บริบทตลาดต่างจาก 5 ปีก่อนแน่นอน
ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ไม่เคยเห็นในรอบ 10 ปี
geopolitics ผันผวน
AI เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ
ดังนั้น Backtest ที่อ่านจากช่วง 2015-2020 อาจไม่สะท้อนตลาดวันนี้
.
ตัวอย่างที่ชัดเจน กลยุทธ์ buy and hold หุ้นเติบโตขนาดใหญ่
Backtest ปี 2015-2021 ดีมาก
Backtest ปี 2022-2025 ลำบาก เพราะดอกเบี้ยขึ้น multiple ของหุ้น growth ถูกบีบ
อนาคต 2026-2030 ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าใช้กลยุทธ์เดิมโดยไม่ทบทวน อาจเจ็บ
.
นี่คือเหตุผลที่ผมใช้ Backtest อย่างน้อยทุกไตรมาส
ทดสอบกลยุทธ์ที่ผมใช้
ดูว่ามันยัง work ในสภาวะปัจจุบันไหม
ถ้าผลตอบแทนเริ่มแย่ลง แม้ตลาดยังขึ้น แปลว่ากลยุทธ์ของเรามีปัญหา
- ปรับ
- ทดสอบใหม่

- ค่อยใช้กับเงินจริง
.
อีกข้อที่ Backtest สอน ทำตัวเหมือนวิทยาศาสตร์
- ตั้งสมมติฐาน
- ทดสอบ
- ดูผล
- ยอมรับว่าผิดเมื่อข้อมูลไม่สนับสนุน
.
ในวงการลงทุน มีคนยึดติดกับความคิดตัวเองมากเกินไป
ฉันบอกแล้วว่าหุ้นนี้ดี
ฉันบอกแล้วว่ากลยุทธ์นี้เวิร์ก
ฉันบอกแล้วว่าตลาดจะลง
Backtest มันบังคับให้คุณ "ฟังตัวเลข" แทนที่จะ "ฟังตัวเอง"
.
ผมไม่ได้บอกให้ทุกคนกลายเป็นนักวิจัย
แต่ขอแค่ ก่อนเอาเงินจริงไปลงกลยุทธ์ใหม่ ลอง Backtest ก่อนสัก 5-10 ปี
ถ้ามันชนะตลาดได้ในอดีต แม้ไม่เยอะ ก็พอใช้
ถ้ามันแพ้ตลาด อย่าเสียเวลา
ใช้กลยุทธ์อื่น
.
อีกประโยชน์ของ Backtest ลด emotional bias
พอเห็นตัวเลขชัด ๆ ใจคุณจะนิ่งขึ้น
ไม่ตื่นเต้นเกินไปตอนกำไร
ไม่ตกใจเกินไปตอนขาดทุน
เพราะคุณรู้ว่า drawdown ระดับนี้ "เป็นเรื่องปกติของระบบ"
คุณไม่หลุดจากกลยุทธ์ในจังหวะที่ตลาดแย่ที่สุด ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนส่วนใหญ่พังกัน
.
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้ใช้ Backtest กับกลยุทธ์ง่าย ๆ ก่อน
ลอง Magic Formula ของ Joel Greenblatt
ลอง Buy the Dip ของหุ้นใน SET50
ลอง Buy & Hold กลุ่มหุ้นปันผลสูง
ดูว่าผลตอบแทนแต่ละแบบในช่วง 7-10 ปีย้อนหลังเป็นยังไง
.
แล้วค่อยปรับ ค่อย mix ค่อยสร้างกลยุทธ์ของตัวเอง
นี่คือวิธีที่ผมเรียนรู้ตลาด ไม่ใช่จากหนังสือ แต่จากการทดสอบจริง
สรุปสุดท้าย
.
Backtest ไม่ใช่เครื่องทำนายอนาคต
มันคือเครื่องบังคับความถ่อมตัว
ที่ทำให้คุณรู้ว่ากลยุทธ์ที่คุณคิดว่าเจ๋ง อาจแย่กว่าตลาด
และกลยุทธ์ง่าย ๆ ที่คนมองข้าม อาจเจ๋งกว่าที่คุณคิด
ใครยังไม่เคย backtest กลยุทธ์ตัวเอง เริ่มวันนี้ ก่อนเสียเงินไปอีก
.
อีกประเด็นที่ผมต้องเล่า
.
Backtest บน Dashboard ของ Deepscope ดีตรงที่มันใช้ข้อมูลคุณภาพจากตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่ข้อมูลที่ scrape มาแบบไม่ลึก
ผมเคยลองใช้ tool ฟรีบางอันใน internet
ผลออกมา 35% ต่อปี ดูดีมาก
แต่พอตรวจสอบราคาที่ระบบใช้ มันเป็นราคาที่ไม่ปรับ corporate action
เลยทำให้กำไรปลอม ๆ
ระบบที่ดีต้องปรับ split, dividend, rights ครบ ผลถึงจะใช้ได้จริง
.
อีกหนึ่งสิ่งที่ผมเรียนรู้
Backtest ที่ดี ไม่ใช่ที่ผลตอบแทนสูงสุด
แต่ที่ผลตอบแทน "เสถียร" ในหลายสภาวะตลาด
ผมจะ backtest ในช่วง bull (เช่น 2017-2018), bear (2018-2019), pandemic (2020), แล้วก็ rate-hike (2022-2023)
ถ้ากลยุทธ์ผ่านทุกช่วงด้วยกำไรปานกลาง ดีกว่ากลยุทธ์ที่บูมแค่ปีเดียว
.
ใครเล่นหุ้นมาเป็นปี ๆ แล้วยังไม่เคยทดสอบกลยุทธ์ตัวเอง
นั่นคือความเสี่ยงที่หลายคนไม่รู้ตัวว่ามี
เพราะคุณคิดว่าตัวเอง "มีระบบ" ทั้งที่ระบบนั้นไม่เคยถูกทดสอบในข้อมูลจริง
Backtest บน Deepscope ทำให้คุณเห็นความจริงเร็วขึ้น ก่อนเสียเงินไปอีก

กลับสู่หน้ารวมบทความ