
ก่อนซื้อหุ้นจริงทุกครั้ง ผม Backtest ก่อนเสมอ
เครื่องมือนี้ช่วยให้ไม่ต้องเจ็บตัวโดยไม่จำเป็น
.
ผมเคยลงทุนตามความรู้สึกมาก่อน เห็นหุ้นขึ้นก็ซื้อ เห็นว่าบริษัทดีก็ซื้อ แต่ไม่เคยทดสอบจริงๆ ว่ากลยุทธ์ที่คิดขึ้นมามันเคยใช้ได้จริงไหมในอดีต ผลคือบางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ผิดโดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร และทำให้ไม่สามารถปรับปรุงอะไรได้เพราะไม่มีข้อมูล
.
Backtest คือการนำกลยุทธ์การลงทุนมาทดสอบกับข้อมูลราคาย้อนหลัง เพื่อดูว่าถ้าใช้กลยุทธ์นั้นในอดีตจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ มีความเสี่ยงแค่ไหน ซึ่งเป็นวิธีที่ทีมลงทุนมืออาชีพใช้กันก่อนจะนำ Strategy ไปใช้จริงเสมอ
.
Deepscope มีฟีเจอร์ Backtest ที่ให้ทดสอบย้อนหลังได้ถึง 10+ ปี โดยแค่เพิ่มหุ้นที่ต้องการทดสอบและเลือกช่วงเวลา ตั้งแต่ 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี, 3 ปี หรือ Custom ตามที่ต้องการ ซึ่งความที่ทดสอบได้ถึง 10+ ปีทำให้เห็นพฤติกรรมของหุ้นในหลายช่วงตลาด
.
ทดสอบกลยุทธ์การลงทุนของคุณ
วิธีที่ผมใช้ Backtest บ่อยที่สุดคือก่อนจะตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมจะเอาหุ้นทั้งกลุ่มนั้นมา Backtest ดูก่อนว่าในอดีต 1-3 ปีที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่ มีความผันผวนมากแค่ไหน และมีช่วงไหนที่ลงหนักต่อเนื่อง
.
ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ถ้าสนใจลงทุนในหุ้น Semiconductor ก็อาจนำ NVDA, AMD, INTC, MRVL, STX มา Backtest ด้วยกัน ดูว่าถ้าลงทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์จะออกมายังไง ตัวไหนทำได้ดีที่สุด ตัวไหน Drawdown หนักที่สุด ซึ่งข้อมูลนี้มีคุณค่ามากในการตัดสินใจ
.
ผลที่ได้จาก Backtest จะแสดงในรูปแบบเดียวกับที่ทีมลงทุนมืออาชีพใช้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลตอบแทนอย่างเดียว แต่มีทั้ง Performance Chart, Drawdown Analysis และ Risk Metrics ต่างๆ ที่ทำให้เห็นภาพรวมได้ครบถ้วน
.
ข้อสำคัญที่ต้องระวังเรื่อง Backtest คือ Overfitting คือการที่เราปรับกลยุทธ์ให้ดูดีในข้อมูลอดีต แต่พอใช้จริงมันใช้ไม่ได้ ซึ่ง Backtest ที่ดีควรทดสอบในหลายช่วงเวลา ทั้งช่วงขาขึ้น ขาลง และ Sideway ไม่ใช่แค่ดูช่วงที่กลยุทธ์ทำได้ดี
.
ผมใช้ Backtest ของ Deepscope ร่วมกับ Opportunity Quality Screener โดย Backtest หุ้นที่ขึ้นมาใน iGrowth หรือ iGood ว่าถ้าซื้อหุ้นทุกตัวในรายการนั้นมา 1 ปีที่ผ่านมา จะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งช่วยยืนยันว่า Screener นั้นมันใช้งานได้จริงไหมก่อนจะเชื่อ
.
ในหน้า Opportunity Quality มีปุ่ม "Backtest All Above Stocks" ด้วย ซึ่งเป็นทางลัดที่ดีมากเพราะไม่ต้องเพิ่มหุ้นทีละตัว มันจะนำหุ้นทั้งหมดในรายการนั้นมา Backtest ให้ทันที ทำให้เห็นว่า Screener แต่ละมิติมัน Consistent แค่ไหนในอดีต
.
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เคยทำ Backtest ผมแนะนำให้ลองเริ่มจากทดสอบหุ้น 3-5 ตัวที่สนใจในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นว่าความผันผวนมันเป็นยังไง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนจริง เพราะบางครั้งหุ้นที่เราชอบมันมีความผันผวนสูงมากกว่าที่คิด
.
การที่มีข้อมูล Backtest ย้อนหลัง 10+ ปีหมายความว่าเราจะเห็นทั้งช่วง Tech Crash ปี 2022, COVID Crash ปี 2020 ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่าหุ้นในพอร์ตจะมีพฤติกรรมยังไงในช่วงวิกฤต ซึ่งสำคัญมากในการบริหารความเสี่ยง
.
ถ้าเป็นนักลงทุนที่ True ผมคิดว่า Backtest คือสิ่งที่ต้องทำก่อนเสมอ เหมือนนักบินที่ต้องซ้อมใน Simulator ก่อนบินจริง มันไม่ได้การันตีว่าอนาคตจะเหมือนอดีต แต่มันให้ข้อมูลที่มีคุณค่ามากในการตัดสินใจ
.
ฟีเจอร์ Backtest ของ Deepscope ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องเขียน Code ไม่ต้องดาวน์โหลดข้อมูลเอง แค่เลือกหุ้นและช่วงเวลา ผลลัพธ์ออกมาทันที ซึ่งทำให้ใครก็สามารถทำ Backtest ได้โดยไม่ต้องมีทักษะทางเทคนิคพิเศษ
.
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจเมื่อทำ Backtest คือมันต้องเปรียบเทียบกับ Benchmark ด้วย ไม่ใช่แค่ดูว่ากลยุทธ์ให้ผลบวกไหม แต่ต้องดูว่าชนะ S&P500 หรือ Index ที่เกี่ยวข้องไหม เพราะถ้ากลยุทธ์ได้ 15% ต่อปีแต่ SPY ได้ 20% นั้นไม่ได้ดีกว่าการซื้อ ETF แบบ Passive ธรรมดา
.
ผมขอแนะนำให้ใช้ Backtest ของ Deepscope อย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อทบทวนพอร์ต ดูว่าหุ้นที่ถืออยู่มันยังให้ผลดีเมื่อ Backtest หรือเปล่า ถ้ามีหุ้นที่ Backtest แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่าควรถือต่อหรือสลับไปหุ้นที่ดีกว่า
.
อีกการใช้งานที่ดีของ Backtest คือการทดสอบว่าถ้า Rebalance พอร์ตทุกไตรมาสตามสัญญาณต่างๆ จะได้ผลตอบแทนดีกว่า Buy-and-Hold หรือเปล่า ซึ่งบางกลยุทธ์ Rebalance บ่อยๆ อาจให้ผลดีกว่าในช่วงตลาดผันผวน แต่บางครั้งก็ Underperform ถ้าตลาดเป็น Trend ยาวๆ
.
Backtest ยังช่วยให้เข้าใจ Correlation ระหว่างหุ้นในพอร์ตด้วยว่าถ้าตลาดลง หุ้นทุกตัวในพอร์ตลงพร้อมกันหรือเปล่า ถ้าทุกตัว Correlated สูง การถือหลายตัวก็ไม่ได้กระจายความเสี่ยงจริง ซึ่งข้อมูลนี้ทำให้สามารถปรับพอร์ตให้ Diversified จริงๆ ได้
.
ผมเห็นว่าหลายคนใช้ Backtest เพื่อยืนยัน Bias ตัวเอง คือมักเลือก Period ที่กลยุทธ์ทำได้ดี แล้วนำมาเป็นหลักฐาน แต่วิธีที่ถูกต้องคือต้อง Test ในหลาย Period ทั้งดีและแย่ แล้วดูว่าโดยเฉลี่ยมันยังดีกว่า Benchmark ไหม ซึ่ง Deepscope ให้เลือก Period ได้หลากหลายพอที่จะทำได้
.
สุดท้ายแล้ว Backtest ไม่ใช่ Crystal Ball แต่มันช่วยลด Uncertainty ได้พอสมควร การที่มีข้อมูลย้อนหลัง 10+ ปีให้ทดสอบบน Deepscope ทำให้สามารถเห็นว่ากลยุทธ์ที่คิดขึ้นมามัน Robust ในสภาวะต่างๆ หรือเปล่า ก่อนที่จะเอาเงินจริงไปเสี่ยง
.
ทดลอง Backtest กลยุทธ์ย้อนหลัง 10+ ปี → https://deepscope.com/th/backtest/
Google